รีวิวจากลูกค้า

รีวิวจากลูกค้า

ยอดบุญเหนือ13-พ.ย.-2563 07-m พืชไร่ ลย2.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ14-พ.ย.-2563 07-m พริก ทร ส้ม3.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ15-พ.ย.-2563 07-mพืชผัก ชมพู่4.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ13-พ.ย.-2563 11-จจ พืชผัก2.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ14-พ.ย.-2563 10-สลับ ผัก หอม ขพ11.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ15-พ.ย.-2563 11-จจ พืชผัก4.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ13-พ.ย.-2563 17-m ลย2.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ14-พ.ย.-2563 11-mลย หอม3.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ15-พ.ย.-2563 08-mลย4.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ13-พ.ย.-2563 09-จจ ลย2.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ14-พ.ย.-2563 08-จจ ลย3.11

โหลดไฟล์

ยอดบุญเหนือ15-พ.ย.-2563 09-จจลย 4.11

โหลดไฟล์

คุณสุพินอายุ51ปีจ.ลำปาง ป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง..มือเท้าชารักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับเจียวกู่หลานยอดบุญสมุนไพร..ตอนทานเจียวกู่หลานยอดบุญ. ใหม่ๆปัสสวะบ่อยมาก..ครั่นเนื้อครั่นตัวจนแทบจะถอดใจ...ได้โทรมาถามตามเบอร์โทรบนกล่อง...จึงได้แจ้งถึงอาการกระทุ้งพิษให้ฟัง...คุณสุพินจึงทานต่อ..ปัจจุบันน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ..ไขมันเหลือนิดหน่อย...ร่างกายแข็งแรงมาก ทำงานไม่ค่อยเหนื่อย..ทานต่อเนื่องมา3-4ปีแล้วไม่เคยเป็นหวัดเป็นไข้เลย..ครอบครัวคุณสุพินทาน. เจียวกุ่หลานยอดบุญสมุนไพรหมดทุกคน...ถือว่าเป็นครอบครัวสุขภาพดีอีกครอบครัวหนึ่งค่ะ
ID Line : @yodboon (พิมพ์ @ ด้วย)
หรือคลิกลิ้งค์นี้เพื่อเพิ่มเพื่อนผ่านทางมือถือทันที
⬇⬇: Add Line คลิ๊กที่นี่ : ⬇⬇
https://line.me/R/ti/p/%40yodboon


ป้าจันรอน อายุ 62 ปี จังหวัดเพชรบูรณ์
ป่วยเป็นไขมันในเลือดสูง ปวดศรีษะเป็นประจำ ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลพบว่า ไขมันสูงมาก ไตกรีเชอร์ไลน์สูงมาก มึนหัว
หมอให้กินยาลดไขมันเช้า 2เม็ด เย็น2เม็ดจนได้พบกับ
?เจียวกุ่หลาน-ยอดบุญสมุนไพร?จากรายการวิทยุและคำแนะนำจากผู้เคยทาน จึงได้ทดลองซื้อทาน1กล่อง
กินมาเรื่อยๆๆๆควบคู่ยาจากโรงพยาบาล จนปัจจุบัน ตรวจเลือดพบว่าไขมันลดลงจนปกติแล้วหมอให้หยุดยาจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ยังคงกิน.
?เจียวกุ่หลาน-ยอดบุญสมุนไพร?. อยู่ตลอด
ติดตาม www.yodboon59.com
053-556299/ 083-1523675

ป้ากัญญา อายุ 60 ปีจังหวัดเพชรบูรณ์
แต่ก่อนปวดเมื่อยร่างกาย ทำงานเกษตรกรรมปวดเมื่อยมาก ปวดตามตัว สภาพจิตใจไม่ค่อยดี หงุดหงิดบ่อย ต้องให้ลูกหลานนวดตัว และกินยาแก้ปวดตามข้อ เป็นประจำ เนื่องจากมียูริคสูงหรือเป็นเก๊าต์ กินสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ผักบุ้งก็ไม่ได้
เป็นลูกค้าที่ทาน
?เจี่ยวกุ่หลาน-ยอดบุญสมุนไพร?
รุ่นแรกของอำเภอหล่มสัก เพราะได้ฟังรายการจากคุณ มณชัย เมื่อปี 55 -56 จากสถานีวิทยุภูเหล่าเพิ่ม
จึงซื้อมากิน ปัจจุบันเก๊าต์หาย ไม่ปวดอีกเลย เลิกกินยาจากโรงพยาบาลเพราะหมองดแล้ว
กินแต่?เจียวกุ่หลาน-ยอดบุญสมุนไพร?อย่างเดียว วันละ 2เม็ด ขอบคุณยอดบุญสมุนไพรมากๆๆ. ??

 

อาการปวดท้อง โรคทั่วไปที่หลายๆ คนเป็นกัน ซึ่งโดยปกติอาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ฯลฯ แต่ในทางตรงกันข้ามอาการปวดท้องเพียงเล็กน้อย อาจมีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรงต่างๆ ได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั่งมะเร็งตับ

นพ.เจษฎ์ ศุภผล ศัลยแพทย์เฉพาะทางโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่ามะเร็งตับสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ มะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ของตับเองและมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามมาที่ตับ สำหรับมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ของตับเองประกอบด้วยมะเร็ง 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งพบมากในภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักจะพบในคนที่ชอบกินปลาร้าและปลา หอยน้ำจืด สุกๆ ดิบๆ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพยาธิใบไม้ในตับ มะเร็งอีกชนิดคือ มะเร็งเฮปปะโตม่า (Hepatoma) ซึ่งมักพบในภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสตับอักเสบซี หรือแอลกอฮอล์

สำหรับอาการของมะเร็งตับ ในระยะเริ่มต้นของโรคอาจจะยังไม่มีอาการใดๆ แต่หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบมาพบแพทย์ด่วน

1.แน่นท้อง ในตำแหน่งของลิ้นปี่หรือชายโครงขวา

2.น้ำหนักลด

3.เบื่ออาหาร

4.ปวดไหล่ข้างขวาที่ไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ เนื่องจากมะเร็งมีขนาดใหญ่และลุกลามไปบริเวณกระบังลมอาจทำให้เกิดอาการปวดไหล่ได้ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าปวดกล้ามเนื้อแต่จริงๆ แล้วเรามีก้อนอยู่ที่ตับ

5.ตาเหลือง

การรักษามะเร็งตับนั้นขึ้นกับการทำงานของตับ การลุกลามของมะเร็งและสภาพร่างกายทั่วไปของผู้ป่วย โดยการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกยังคงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด ถ้าสภาพทั่วไปของผู้ป่วยพร้อมที่จะผ่าตัดและก้อนมะเร็งไม่ลุกลาม อีกทั้งการทำงานของตับดีพอ สำหรับการปลูกถ่ายตับสามารถทำได้ในกรณีของมะเร็งชนิดเฮปปะโตม่า (Hepatoma) ระยะเริ่มแรกและมีภาวะตับแข็งที่รุนแรงจนไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนออกได้

ส่วนการใช้เข็มความร้อนเฉพาะที่เรียกว่า RFA (radiofrequency ablation) เป็นการทำลายเนื้องอกด้วยความร้อนโดยใช้เข็มแทงเข้าไปในก้อนแต่ต้องเป็นก้อนที่มีขนาดเล็ก และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีวิธีการให้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่รวมทั้งอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก (TACE, transarterial chemoembolization) สำหรับมะเร็งเฮปปะโตม่า (Hepatoma) หรืออาจให้ยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือดดำในมะเร็งท่อน้ำดีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือมะเร็งจากอวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาที่ตับ

อย่างไรก็ตาม การป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีและมะเร็งตับสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์น้ำจืดสุกๆ ดิบๆ หากต้องการรับประทานปลาร้า ควรจะเป็นปลาร้าต้มสุก หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ รวมทั้งมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยเนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งเฮปปาโตม่า (Hepatoma) สามารถติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เผยแพร่ 1 พ.ย. 59

หน้าหนาว ปกป้องผิวอย่างไร ไม่ให้อักเสบ thaihealth

หน้าหนาวแบบนี้ ใครๆ ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่าอากาศหนาวนี่แหละคือปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ผิวเราเสียได้ง่าย

ในสภาพอากาศที่ลดลงแบบนี้ ผิวหนังของเราก็จะเกิดการแห้งและอักเสบถ้าไม่ดูแลและบำรุงให้ดี โดย ผศ.พญ. สุวิรากร โอภาสวงศ์ ประธานบริการฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่า หน้าหนาวความชื้นในบรรยากาศและอุณหภูมิจะลดลง โดยความชื้นที่ลดลงนั้นส่งผลให้ผิวสูญเสียน้ำ จะมีอาการทั่วไป คือ ผิวแห้ง และก็เกิดอาการคันตามมา สำหรับคนที่เป็นโรคผิวหนัง อย่างโรคภูมิแพ้ผิวหนัง หรือเป็นสะเก็ดเงิน ช่วงหน้าหนาวผิวก็จะแห้งมากยิ่งขึ้น และเกิดเป็นผิวอักเสบตามมา ซึ่งในประเทศไทยนั้นจะพบได้บ่อย

หน้าหนาว ปกป้องผิวอย่างไร ไม่ให้อักเสบ thaihealth

โรคผิวหนัง มีหลายอาการ คือ

1.โรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากผิวแห้ง เรียกว่า “ซีโรติกเอ็กซีม่า” เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำไป ทำให้ผิวเกิดอาการคัน และทำให้เกิดผิวหนังอักเสบได้ โดยมีลักษณะเฉพาะคือ ผิวหนังแดงคล้ายกับผิวหนังอักเสบทั่วไป

2.ริมฝีปากแห้ง แตก อักเสบ ซึ่งหากสูญเสียน้ำมากบริเวณปากจะเป็นอันดับแรกที่เห็นได้ชัด

3.มือแห้ง โดยเฉพาะปลายนิ้ว โดยเฉพาะคนที่ล้างมือบ่อยๆ จะเกิดการเสียดสี ทำให้ผิวบริเวณนิ้วที่บอบบางอยู่แล้วเกิดการหลุดลอกได้ง่าย

4.ผิวหน้า จะเกิดอาการหน้าลอก ขาดความชุ่มชื้น

5.ผิวไหม้จากแสงแดด เป็นอีกชนิดหนึ่งที่พบได้ในช่วงหน้าหนาว ซึ่งหลายคนออกมาตากแดดเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น แต่รู้หรือไม่ว่า ในหน้าหนาวแดดจะแรงมาก ถ้าผิวหนังสัมผัสแดดโดยตรงจะทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย

หน้าหนาว ปกป้องผิวอย่างไร ไม่ให้อักเสบ thaihealthหน้าหนาว ปกป้องผิวอย่างไร ไม่ให้อักเสบ thaihealth

วิธีป้องกัน

1.ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยการใส่เสื้อผ้าหนาๆ และหลีกเลี่ยงผิวสัมผัสจากอากาศหนาวโดยตรง

2.ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 8-10 แก้ว เพื่อไม่ให้ผิวขาดน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะเวลาที่ความชื้นในอากาศน้อยลง น้ำในร่างกายเราก็จะออกไปเยอะขึ้น จึงต้องทดแทนด้วยการดื่มน้ำ

3.ทาโลชั่นหลังจากอาบน้ำ หลายคนเมื่ออากาศหนาวจะอาบน้ำอุ่น ซึ่งจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น น้ำอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้น จะยิ่งทำให้ผิวสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก จึงขอแนะนำให้อาบน้ำอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่เย็นหรือไม่ร้อนจนเกินไป  หลังจากอาบน้ำเสร็จควรทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว สำหรับการเลือกโลชั่นนั้น คนที่ผิวแห้งมากต้องเลือกที่มีความมันสูงและเข้มข้น ทาบ่อยเป็นพิเศษ แต่หากหาโลชั่นไม่ได้ ก็สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวแทนได้ จะช่วยลดผิวแห้ง และการอักเสบได้

หน้าหนาว ปกป้องผิวอย่างไร ไม่ให้อักเสบ thaihealth4.เลี่ยงการล้างมือบ่อยๆ สำหรับคนที่รักความสะอาดมากๆ ที่มีการใช้แอลกอฮอลล์ หรือเจลล้างมือ เพื่อฆ่าเชื้อเป็นประจำ ควรจะต้องลดลง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น

 5.ทาโลชั่นป้องกันแสงแดด เมื่อออกไปสัมผัสแสงแดดทุกครั้ง เพื่อป้องกันรังสี UVA และUVB โดยเลือกที่มีค่า SPF 30-50 PA+++

6.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรง โดยเน้นผักผลไม้ ซึ่ง สสส. ได้รณรงค์อยู่เสมอว่าต้องกินผัก ผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน เพราะผักและผลไม้ที่มีสีสันจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ช่วยซ่อมแซมผิวได้ดีขึ้น และควรเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ซึ่งในแต่ละวันต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม เพราะความเค็มจะดูดความชุ่มชื้นของผิว และยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกด้วย

อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ผิวพรรณเป็นสิ่งที่ต้องดูแลในทุกๆ วัน หากขาดความชุ่มชื้นแล้ว ผิวของเราจะไม่สดใส และเกิดเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย จึงควรดูแลผิวหนังของเรา ก่อนที่จะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

ที่มา เรื่องโดย : ปิยวรรณ นาทุ่งนุ้ย Team content www.thaihealth.or.th

อาหารที่ทานกับการเป็นเกาต์ (Men's Health)

เรื่องโดย เจดีย์

ในหนังสือ "อาหารรักษาโรค" ของ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ เขียนข้อความชวนอมยิ้มไว้ว่า "หลายคนมองว่าเกาต์เป็นโรคที่เกิดจากการกินดีอยู่ดีมากเกินไป และเห็นภาพเจ้าตัวพุงพลุ้ยนั่งกระดกเบียร์เป็นเหยือก ๆ แกล้มขาหมูทอดมัน ๆ" ซึ่งอันที่จริงแล้วเกาต์เป็นโรคข้อเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกชนชั้น และทุกวรรณะต่างหากล่ะ

ทั้งนี้เกาต์จะเกิดขึ้น เมื่อร่างกายของเรามีกรดยูริคในเลือดมากจนเกินไป แล้วตกตะกอนภายในข้อ หรือระบบทางเดินปัสสาวะ จะทำให้มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรืออาจเกิดนิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะได้

มีรายงานจาก หฤทัย ใจทา นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ระบุว่า เกาต์มีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรมที่ร่างกายของเรา อาจมีความสามารถในการขับกรดยูริคได้น้อยกว่าคนทั่วไป ทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคขึ้น ทั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า กรดยูริคในเลือดที่สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นเกิดจากร่างกายผลิตเอง หลายท่านเลยให้ความเห็นว่า ดังนั้นอาจไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ป่วยโรคเกาต์งดอาหารที่มีสาร "พิวรีน" (สารในอาหารซึ่งจะสลายเป็นกรดยูริค)

อย่างไรก็ตามมีแพทย์หลายท่านให้ข้อสังเกตว่า มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการอักเสบของข้อเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากที่ทานอาหารบางอย่าง (ซึ่งอาจเป็นของแสดงต่อร่างกายของเขา) จึงอาจกล่าวได้ว่า แม้อาหารไม่ได้ทำให้เกิดโรคเกาต์ แต่อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้นได้ในกรณีของคนที่มีอาการของโรคอยู่แล้ว ผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่จะก่อให้เกิดการอักเสบ หรืออาหารบางอย่างที่จัดเป็นของแสลงต่อร่างกายตนเอง

คนป่วยโรคเกาต์ควรเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นอาจยังไม่จำเป็นต้องเลี่ยง เพียงแต่ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ อิ่มท้อง อิ่มใจ แบบไม่ต้องทรมานความอยากมากเกินไปก็พอแล้ว

เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าพวกเรา (ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยพุงพลุ้ยหรือไม่ก็ตาม) ควรกินอะไรเพื่อให้ห่างไกลเกาต์ และลดปริมาณกรดยูริคในร่างกายลงได้บ้าง

"ไก่" กับ "เกาต์"

"อย่ากินไก่เยอะนะ เดี๋ยวเป็นเกาต์" ดูเหมือนพวกเราจะได้ยินประโยคที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างนี้กันอยู่เนือง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วไก่ก็มีความเกี่ยวพันกับอาการเกาต์จริง ๆ นั่นแหละครับ เพราะเนื้อไก่มีสารพิวรีนอยู่สูงปานกลาง ถ้ากินเยอะ ๆ อาจกระตุ้นให้ผู้ที่มีอาการเกาต์อยู่แล้ว เกิดการอักเสบมากขึ้น ทว่าอย่าเพิ่งถึงขั้นงดกินเลยครับ เพราะนักกำหนดอาหารแห่งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ได้แนะนำว่า คงไม่ต้องถึงกับงดทานสัตว์ปีกหรอกครับ เพียงแต่อาจต้องลดความถี่ในการทาน หรือทานในบริเวณที่เสี่ยงน้อย เช่น ไม่ทานตรงข้อ หรือทานบริเวณอกไก่แทนก็ได้ครับ

รู้หรือเปล่าว่า...

ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง 20 เท่า โดยมักพบในผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงจะพบได้บ่อยเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี หรือช่วงวัยหมดประจำเดือน

การหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มี "พิวรีน" สูง

นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์ บอกกับ Men’s Health ว่า "คุณไม่จำเป็นต้องงดอาหารทั้งหมด แต่อาจต้อง "ลด" ปริมาณลง" และนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ว่าจะ "งดหรือลดอะไร" หากอยากห่างไกลจากอาการปวดข้ออันทรมาน

1.ลดอาหารที่มีปริมาณพิวรีน 75 มิลลิกรัม ในอาหาร 100 กรัม โดยแนะนำให้เลือกรับประทานได้ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื้อสัตว์รับประทานได้ 60-90 กรัมต่อครั้ง ผักในกลุ่มด้านล่างนี้รับประทาน ½ ถ้วยตวงต่อวัน ได้แก่

เนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปู ปลาแซลมอน กุ้งมังกร หอยนางรม แฮม
ผัก เช่น ดอกกะหล่ำปลี เห็ด ผักโขม ถั่วลันเตา หน่อไม้ฝรั่ง
ข้าวแป้ง เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังหวานประเภทโรล บิสกิต วีตเจิร์ม (จมูกข้าวสาลี)

2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีน 75-150 มิลลิกรัม ในอาหาร 100 กรัม ควรเลือกรับประทานอาหารในกลุ่มนี้สัปดาห์ละครั้ง ได้แก่

เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อกระต่าย เบคอน ลิ้นวัว เป็ด ห่าน นกพิราบ ปลาไหล หอยต่าง ๆ ไข่นกกระทา

ผัก เช่น ตำลึง สะตอ ใบขี้เหล็ก (ครั้งละ ½ ถ้วยตวง)

3.งดอาหารที่มีสารพิวรีนสูงมาก คือ 150-1,000 มิลลิกรัมในอาหาร 100 กรัม ได้แก่

เครื่องในสัตว์ทุกชนิด อาหารทะเลบางชนิด (ปลาไส้ตัน ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน กุ้ง หอยเซลล์ กะปิ ไข่ปลา) น้ำสกัดหรือตุ๋นเนื้อ น้ำเกรวี น้ำปลา ซุป ซุปก้อน ยีสต์ ธัญพืช (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง) ผักบางชนิด (กระกิน ชะอม)

4.หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และน้ำตาล

แม้เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์จะมีพิวรีนไม่มาก (ในหนังสือ "อาหารรักษาโรค" ของ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ ระบุว่า เบียร์มีพิวรีนเยอะสุด) แต่กระบวนการเผาผลาญแอลกอฮอล์ของร่างกายจะทำให้เกิดกรดยูริคได้ ดังนั้นอดใจงดดื่มได้ก็งดเถอะครับ นอกจากนี้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาในอเมริกายังรายงานว่า น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลจากข้าวโพด จะไปเพิ่มกรดยูริคให้ร่างกายได้ด้วยครับ

อาหารที่แนะนำให้ทาน

จากหนังสือ "อาหารรักษาโรค" ของ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ ได้แนะนำอาหารที่ใช้ในการบำบัดหรือบรรเทาอาการของโรคเกาต์ไว้ดังนี้

เชอร์รีสด

งานวิจัยของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทดลองในผู้หญิงพบว่า ระดับกรดยูริคในเลือดลดลง แต่จะไปเพิ่มขึ้นในปัสสาวะ เมื่อให้หญิงสาวอดอาหารและกินเชอร์รีลูกโต นอกจากนี้ยังพบว่า เชอร์รีดำ เชอร์รีเหลือง และเชอร์รีแดง รสเปรี้ยว ก็มีประโยชน์เช่นกัน

เต้าหู้ ถั่วแระญี่ปุ่น น้ำเต้าหู้ และอาหารจากถั่วเหลือง

คนที่มีอาการโรคเกาต์ ควรต้องลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่ก็ไม่ควรให้ร่างกายขาดโปรตีน ดังนั้นโปรตีนจากถั่วเหลืองน่าจะเป็นทางออกที่ดี งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ถั่วเหลืองช่วยลดกรดยูริคได้ ปริมาณที่แนะนำคือ ทานถั่วเหลือง สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก

มะเขือเทศ พริกหวาน และอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยทัฟต์สในอเมริกาพบว่า ผู้ที่ทานอาหารที่ทำจากมะเขือเทศ พริกหวานเขียว และผักที่มีวิตามินซีสูง วันละ 2 ถ้วย ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ มีระดับกรดยูริคในเลือดลดลงหลังจากการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้พืชผักสีแดงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระไลโคปีนอาจช่วยลดกรดยูริคได้

น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา อะโวคาโด และอาหารที่อุดมด้วยไขมันไม่อิ่มตัว

มีงานวิจัยจำนวนมากพบว่า ไขมันไม่อิ่มตัวที่พบในอาหารเหล่านี้อาจช่วยลดกรดยูริค รวมถึงงานวิจัยในแอฟริกาใต้ที่เปิดเผยว่า เมื่อให้ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานไขมันไม่อิ่มตัวแทนไขมันอิ่มตัว พบว่าระดับกรดยูริคในเลือดของพวกเขาลดลง 17.5 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 16 สัปดาห์ นอกจากนี้การได้รับแคลอรีเพิ่มขึ้นจากไขมันไม่อิ่มตัว ยังอาจช่วยลดระดับอินซูลิน ซึ่งช่วยป้องกันโรคเกาต์กำเริบในทางอ้อม

น้ำและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์

น้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ จะช่วยชำระกรดยูริคออกจากร่างกายได้ แนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

เมนูลดอาการปวดข้อ

เมนู 3 วันที่จัดใส่จานเสิร์ฟถึงมือผู้อ่าน โดย หฤทัย ใจทา นักกำหนดอาหาร ประจำศูนย์เบาหวานไทรอยด์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์

วันที่ 1

มื้อเช้า – ซีเรียล (ไม่ขัดสี) ประมาณ 2 ถ้วยตวง นมปราศจากไขมัน 1 กล่อง
มื้อเที่ยง – ข้าวไก่อบ (เลือกอกไก่) ส้มเขียวหวาน 1-2 ผล
มื้อเย็น – สุกี้น้ำ (ใส่น้ำจิ้มเล็กน้อย) แก้วมังกร ½ ผล

วันที่ 2

มื้อเช้า – ข้าวต้มกุ้ง 1 ชาม กาแฟหรือชาร้อน 1 ถ้วย
มื้อเที่ยง – ก๋วยเตี๋ยวน้ำไม่ใส่เครื่องใน แคนตาลูป 6-8 ชิ้น (พอดีคำ)
มื้อเย็น – ข้าวสวย แกงจืดเต้าหูหมูสับ น้ำส้มคั้น 100% 120 ซี.ซี.

วันที่ 3

มื้อเช้า – แซนด์วิชไข่ต้มใส่ผักกาดหอม และมะเขือเทศ โยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
มื้อเที่ยง – ผัดผักรวมราดข้าว น้ำแตงโมปั่น (หวานน้อย) 1 แก้ว (200 ซี.ซี.)
มื้อเย็น – ข้าวสวย ต้มยำกุ้งน้ำใส แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

ของหวานหรือขนม - วุ้นเจลาติน / เวเฟอร์ / สมูทตี้แบบไขมันต่ำ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

พี่มาโนด เพิ่มอุตสาห์ อายุ 44 ปี อาศัยอยู่ บ้านฮั่ว ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ อาการโดยรวม แขน ขา ไม่มีแรง ลุกเดินไม่ได้ ต้องนั่งยองๆ แล้วขยับตัวไปทีละนิด ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า จะมีอาการเย็นและชาตลอดเวลา ต้องใส่ถุงเท้าและถุงมือ เพื่อช่วยให้ความอุ่น เพราะเวลามือเท้าเย็นจะปวดถึงกระดูก พี่มาโนดเล่าว่า ไปรักษากับโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนมาก็หลายที่แล้ว แต่อาการก็ไม่มีดีขึ้น ก็เลยหยุดการรักษา  เพราะไม่มีเงินด้วย พี่มาโนดฟังรายการวิทยุ ของยอดบุญสมุนไพร แล้วสนใจอยากทาน ก็เลยขอให้พ่อไปซื้อมาให้ หลังจากทานเจียวกู่หลานของยอดบุญสมุนไพรแล้ว อาการทุกอย่างโดยรวมดีขึ้น กล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น มือเท้าไม่เย็นไม่ชา ไม่มีอาการปวดตามร่างกายสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีมากขึ้น กินข้าว อาบน้ำ ซักผ้า เองได้ สามารถนั่งยองๆ แล้วขยับเท้าเดินเองได้และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา พี่มาโนดได้รับเบี้ยเลี้ยง จาก เจียวกู่หลานยอดบุญสมุนไพร โดยทีมงานของยอดบุญ ได้นำเบี้ยเลี้ยงไปมอบให้ถึงที่บ้าน และได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ครอบครัว คือ พี่มาโนด มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง 3 คน พี่มาโนด เปิดใจกับทางทิมงานว่า ใช้เงินจากเบี้ยเลี้ยงคนพิการ ของทั้ง 3 คน มาซื้อเจียวกู่หลานยอดบุญสมุนไพรทาน   บางเดือนถ้าค่าใช่จ่ายของครอบครัวมีมากก็ต้องหยุดทาน ด้วยเหตุผลนี้..ทางผู้บริหาร จึงให้ทีมงานนำเบี้ยเลี้ยงชีพ ไปมอบให้กับพี่มาโนดเพิ่มอีก ในเดือนกรกฎาคมนี้ และทางผู้บริหาร ได้มีนโยบาย ให้จัดส่งเจียวกู่หลานยอดบุญสมุนไพร ให้พี่มาโนด และพี่น้องที่ป่วยเหมือนกัน ทานฟรี ทุกเดือนตลอดไป...
.
พี่มาโนด กล่าวปิดท้ายว่า...ทานเจียวกู่หลานของยอดบุญสมุนไพร ทุกวันนี้ ไม่ได้หวังให้เดินได้เหมือนอื่น แต่ทานเพื่อไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บในตัว ไม่อยากเป็นภาระคนอื่น

แม่ทัศ ไชยมณี อายุ54ปี บ้านพันตาเกิน จังหวัดลำพูน เป็นไมรเกรนและ เป็นริดสีดวงมา30ปีแล้วค่ะหมอนัดผ่าอาทิตย์หน้าแต่ก็กินเจียวกู่หลานมาตลอดแต่ไม่ใช่ของยอดบุญพอดีเจียวกู่หลานหมดเขาให้หลานไปซื้อหลานเลยเอาเจียวกู่หลานของยอดบุญสมุนไพรมาให้เพราะเห็นว่าถูกดีแม่เค้าก็เลยลองกินดูกินได้1เดือนแล้วค่ะแม่บอกว่าริดสีดวงเป็นมา30ปีที่หมอนัดผ่ามันหายไปไหนไม่รู้ค่ะ ตื่นนอนตอนเช้ารู้สึกว่าอารมณ์ดีสดชื่นแจ่มใสขอบคุณเจียวกู่หลาน ของยอดบุญสมุนไพร

ดีเจนัด อารมณ์ดีคลื่นท่าผาเรดิโออ.เถินลำปาง...มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาต้องพบจักษุแพทย์ตลอด...จนแพทย์ต้องนัดผ่าตัด..ดีเจนัดได้ทานลูทีนของยอดบุญไป1กล่องปรากฎว่าสายตาดีขึ้นไม่พร่ามัว...จนแพทย์บอกว่าไม่ต้องผ่าก็ได้ให้คนที่มีปัญหาสายตาเยอะๆผ่าก่อน..ดีเจนัดกลัวการผ่าตัดมากจึงทานต่อเนื่องเป็นกล่องที่สอง...ปรากฎว่าพอถึงกำหนดพบแพทย์อีกครั้ง...แพทย์บอกสายตาปรกติดีแล้วไม่ต้องผ่า...เจ้าตัวบอกดีใจมากที่ได้มารุ้จักกับลูทีนยอดบุญ และได้ทานร่วมกับเจี่ยวกุ่หลานยอดบุญสมุนไพรที่ดูแลสุขภาพมาหลายปีแล้ว. ...ฝากขอบคุณทีมงานยอดบุญทุกท่านที่นำผลิตภัณฑ์ดีๆมาช่วยดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน

คุณยายน้อย ธิสงค์ อายุ 84 ปี อยู่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีอาชีพ ขายของในตลาด ทานเจียวกู่หลานยอดบุญสมุนไพร ราคาที่ถูกที่สุด160บาท มาตลอด ร่างกายแข็งแรงตลอด ความจำดีมาก จำลูก จำหลาน รวมไปถึงลูกหนี้ได้หมดทุกคนเลย แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับคุณยาย หกล้ม ที่ตลาด ลูกหลานพาไปโรงพยาบาล คุณหมอแจ้งว่าคุณยายจะเป็นอัมพาต ซีกขวา จะลุกนั่ง ลุกเดินไปได้เพราะอายุเยอะ
แต่พอ 1 เดือนผ่านมาญาติๆและ คุณหมอต้องแปลกใจเพราะคุณยายสามารถขยับแขนและขา ข้างขวาได้ และที่สำคัญ คุณยายลุกนั่งได้ด้วยค่ะ พูดคุยได้ตามปกติ คุณหมอยังถามคุณยายไปทำอะไรมา ร่างกายถึงฟื้นตัวได้เร็วมากๆๆคุณยายบอก ทานยอดบุญสมุนไพร (คุณยายน้อย ธิสงค์ได้รับเบี้ยเลี้ยงชีพทุนละ 500บาท ประจำเดือนมีนาคม 2559จากน้ำใจที่ทางบริษัทส่งมอบคืนให้กับลูกค้าผุ้มีพระคุณ )คุณยายดีใจมากๆๆค่ะ และฝากขอบคุณมากๆๆ ที่นำเอาสมุนไพรดีๆๆมาขายให้ ถึงได้มีสุขภาพและความจำดีขนาดนี้ ถึงพนักงานยอดบุญสมุนไพรทุกคนขอให้ร่ำรวยเงินทอง ร่างกายแข็งแรง และอายุยืน เหมือนคุณยายด้วยนะค่ะ